บันทึกประวัติศาสตร์
เมื่อครั้งวัดไทย มินีโซต้า
ตั้งอยู่ที่ 16790 67th
St., Becker, MN 55308
เวลานั้นต้นคิมหันตฤดู ปี พ.ศ. 2547
Picture of Wat
Thai of MN in the early winter 2004

พื้นที่ตั้งของวัดจำนวน
28 เอเคอร์
มากพอที่จะดำเนินกิจกรรมทางศาสนา
แม้นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็น Wetland
ก็ตาม

มองจากถนนสายที่ 67 (ถนนดินลูกรัง)
ซึ่งตัดแยกจาก City Road
สายที่ 11
(ถนนลาดยางมะตอย)

ป่าในยามต้นหนาว ต้นไม้พร้อมใจกันทิ้งใบเพื่อความอยู่รอด
ซึ่งเหมือนกับประวัติศาสตร์ของวัดไทยฯ
ต่อมาภายหลัง ก็ต้องทิ้งผืนดินที่หลวงพ่อ
เจาะจงเลือกแล้ว เข้าไปสู่พื้นที่ที่เราเลือกเอง
ทรรศนะที่ไม่ตรงกันนี้ เป็นเหตุให้ในเวลาต่อมา
หลวงพ่อไม่เคยมาดู พื้นที่ที่พวกเราเลือกกันอีกเลย

ปากทางเข้าวัดจะแยกจากบ้านเพื่อนบ้าน (ซึ่งอยู่ทางขวา)
ป้ายนี้เป็นป้ายวัดป้ายแรกจริงๆ
ซึ่งเก็บตกมาจาก
ป้ายบอกทางรถมาวัด มันเป็นป้ายประวัติศาสตร์
ที่มีคุณค่าทางจิตใจมาก แม้วัดไทยฯ จะย้ายไปอยู่ที่ใด
ป้ายนี้ก็จะตามไปบอกทางทุกที่
คุ้มราคาเหลือเกิน
กับเศษไม้ที่ไร้คุณค่า กับสายตาที่มองเห็นคุณค่า

บันทึกจากหัวใจ ของบรรยากาศยามเย็นวันแรกที่เหยียบย่าง
เข้ามาอาศัย ณ ธรรมสถานแห่งนี้ หลังครอบครัวของโยมตุ๊ก
(สุพัฒรา จอร์หสัน) ที่มาส่ง และครับครัวของโยมสุเทพ พลีพลากร
กลับไปแล้ว เหลือแต่พระรูปเดียว กับกล้องดิจิตอลขนาด 3.2 พิกเซล
ที่ติดตัวมาจาก วัดพุทธรังสี เมืองไมอามี่ รัฐฟอริด้า

เย็นย่ำสบายๆ
อากาศยามนี้ 68 องศาฟาเร็นไฮท์ ไม่ถือว่าหนาว
เดือนนี้ก็เดือนตุลาคม หลังรับกฐินเสร็จใหม่ๆ อาตมาก็เดินทาง
มารับหน้าที่ตามคำสั่งของหลวงพ่อสิงห์ทน ทันที

บรรยากาศแปลกตา สำหรับสี่ปี ที่อยู่ตามรัฐต่างๆ
ทางตอนใต้
แล้วต้องมาปฏิบัติศาสนกิจในรัฐที่ได้ชื่อว่าหนาวติดอันดับ
เพราะเป็นรัฐที่มีหนองน้ำมากที่สุด (10,000
Lake)

เวลานั้น อายุวีซ่าของอาตมาจะหมดเต็มทีแล้ว
คือหมด
ในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ตั้งใจอย่างเต็มที่จะกลับเมืองไทย
แต่ก็ขอแวะมาทำความคุ้นเคยกับพื้นที่และผู้คนในรัฐนี้ก่อน

จำได้ดีว่า 3 ธันวาคม 2547
กลับเมืองไทยไปทำพาสปอร์ใหม่
และต่อวีซ่า ใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ กลับมาอีกที ก็เป็น
วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลวงพ่อสิงห์ทน
เดินทางมารอโปรดญาติโยมในช่วงปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม แล้ว

ภาพนี้ ออริจินอล มาก
เป็นสภาพบ้านที่ยังสมบูรณ์ไม่ได้ดันแปลง
เพิ่มเติมแต่ประการใด ซึ่งในเวลาต่อมา เราได้ดัดแปลงอาคารโรงรถ
ทางด้านขวามือ เป็นธรรมศาลา สำหรับกิจกรรมทางศาสนา
และไหว้พระสวดมนต์ เจริญภาวนากรรมฐาน
ได้เปลี่ยน ฮีทเตอร์ที่ใช้เตาถ่าน มาเป็นเตาไฟฟ้าจุดด้วยแก๊ส

ต้นไม้ต้นนี้ ท่านรู้ ท่านเห็น
ท่านเป็นพยานได้ ถึงเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่นี้ ตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะมาชื้อสถานที่นี้
และระหว่างที่เราอยู่ที่นี่ จนถึงวันที่เราจากที่นี่ไป
เป็นต้นไม้ที่หลวงพ่อสิงห์ทนต้องมาถ่ายพลังทุกเช้า
เป็นต้นไม้ที่ยามบ่ายๆ จะมานั่งเล่นและเจริญกรรมฐานที่นี่

ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นฟาร์มไร่นาของเพื่อนบ้าน
เพื่อนบ้านที่ตลอดระยะเวลา 8 เดือน เราไม่เคยสนทนากันเลย

อุตสาหกรรมจากการเกษตรของเพื่อนบ้าน
พืนดินที่เห็นมีหญ้าปกคลุมที่เห็นอยู่ข้างหน้า ครั้งหนึ่งเราเคย
คิดว่าจะชื้อทำทางเข้าออกจากถนนดินแดงมายังวัด
แทนการไปใช้ถนนสาธารณะเล็กๆ ที่รถวิ่งสวนกันได้นิดหน่อย
แต่เพราะมีข้อตกลงอื่นๆ พ่วงเข้ามาอีกมากมาย
อีกทั้งเราก็เหนื่อยหน่ายกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยเป็นมิตร
จึงตัดสินใจ ขาย และไปหาที่อยู่ใหม่

เสาหลัก และ มีผ้าสีชมพูผูกตรงหัวเสา
นั่นคือหลักเขตบอกอาณาบริเวณ
ที่เราจ้างบริษัท จัดทำเขต และแผนที่แสดงอาณาบริเวณให้เรา
ซึ่งทำให้เรารู้ว่า อาณาเขตที่แท้จริงของเรา อยู่ห่างออกมา
จากแนวต้นไม้อีกเกือบสิบเมตร

พื้นตรงนี้เป็นที่ลุ่ม เวลามีฝนตก น้ำจะขัง
และเป็นแห่งกำเนิดยุง
ในช่วงหิมะ บริเวณนี้จะเป็นสถานที่ หิมะละลายเป็นที่สุดท้าย
และเมื่อหิมะละลายแล้ว ก็จะเป็นแอ่งน้ำขังอยู่ เป็นเวลานาน
ที่ชอบใจมีอยู่อย่างเดียว คือ ในช่วงตอนเช้าๆ อากาศยังหนาว
น้ำยังเกาะตัวแข็งเป็นแผ่นน้ำแข็งเหนือผิวน้ำ เวลาเดินผ่าน
จะมีเสียงดังกรอบแกรบ คล้ายเดินบนแผ่นแก้ว แล้วแผ่นแก้วจะร้าว
ก็เพลินไปอีกแบบ สำหรับแผ่นดินนี้ และช่วงเวลาที่อยู่รูปเดียว

ถนนเข้าวัดเส้นนี้
แยกออกมาจากเส้นที่เข้าสู่บ้านเพื่อนบ้านทางขวามือ
เป็นถนนที่ดินอ่อนมาก ยามฝนตก หรือ หิมะตก จะอ่อนตัว เป็นเหตุให้
ต้องทำความสะอาดรถกันบ่อยๆ และ ช่วงหิมะตกรถจะเข้าไม่ได้เลย
เพราะจะติดหิมะ แล้วต้องช่วยกันขุด กว่าจะเอารถออกมาได้
เล่นเอาเหนื่อยสุดๆ

อาคารสีน้ำตาล เป็นอาคารโรงนา
และคอกเลี้ยงวัวเก่า
เคยคิดจะดัดแปลงเป็นอาคารอเนกประสงค์
แต่ต้องใช้ทุนเยอะ เลยพักความคิดนี้ไว้
เคยจัดงานสองครั้ง คือ อาสาฬหบูชา และ สงกรานต์
แต่ทุกครั้งต้องปวดหัวกับเพื่อนบ้านทุกที
ครั้งหลังๆ เลย หนีไปเช่าจัด ที่ Victoria Park
บันทึกไว้ว่า อาคารโรงนานี้ เหนื่อนแทบสายตัวจะขาด
สกปรกที่สุด
ต้องทำความสะอาดกันเป็นสัปดาร์ คนมาวัดชุดแรกๆ
อย่างเช่น คุณปราณี, คุณปาริชาด, คุณปรารถนา ย่อมจำได้ไม่ลืม
เราร่วมทุกข์ ร่วมสุข บุกเบิกกันมา อย่างแท้จริง

ด้านหน้าวัด เป็นโรงรถธรรมดา
ยังไม่ได้ดัดแปลงอะไร
แต่ในช่วงที่อาตมากลับไปเมืองไทย 3 - 26 ธันวาคม 2547
บันทึกไว้ว่า คุณแกร็ก สามีของ คุณจินตนา
ได้ใช้ความรู้ความสามารถ
มานอนมากินอยู่ที่นี่ โดยมีญาติโยม อย่างคุณปราณี และอีกหลายๆคน
มาทำอาหาร หรือ มาสนับสนุนส่วนที่ขาดเหลือให้ จนเปลี่ยนแปลง
จากโรงรถเป็น ธรรมศาลาที่พร้อมจะใช้ในช่วงปีใหม่ 2548 ได้
บันทึกนี้ ของจารึกความดีของคุณแกร็กไว้ไม่มีวันลืม

มุมนี้
ถ่ายจากอาคารที่พักสงฆ์ไปทางทิศตะวันออกจะมองเห็นทุ่งโล่งๆ
ซึ่งเป็นฟาร์มของชาวบ้าน กลางคืนตรงนี้จะมืดมาก
หลายคนบอกว่า ณ ดินแดนนี้ เทพาอาลักษณ์ เยอะ
แต่เวลากลางคืน ไม่มีใครกล้าออกจากตัวอาคารสักคน
บอกได้เหมือนๆ กันว่า "กลัวผี"
อาตมาอยู่ที่นี่รูปเดียวแปดเดือน ไม่เคนเห็นผีสักตัว

มุมมองที่ถ่ายนี้ ถ่ายจากที่พักสงฆ์
จะเห็นอาคารโรงนา
ระยะทางประมาณ 50 เมตร แต่กลางคืนจะวังเวงมาก
ไม่ค่อยมีใครกล้าออกจากอาคารไปภายนอก

คุณแรนดี้, คุณแกร็ก,
คุณจินตนา, น้องนักเรียนไทย, และคุณคณิน
มาช่วยกันปัดกวาดใบไม้ และทำความสะอาดรอบบริเวณวัด

น้องนักเรียนอีกท่านก็มาร่วมทำความสะอาดวัดด้วย
ปล่องระบายความร้อนที่เห็นข้างหลัง เป็นปล่องระบาย
ควันจากถ่านไฟ ของฮีทเตอร์ตัวเก่า จุดแต่ละทีควันขโมง
คนที่อยู่ภายในห้อง ต้องสำลักควันกันไปตามๆ กัน

ยามเย็นย่ำค่ำ - ช่วงเดือนพฤษจิกายน 47 มีมนต์เสน่ห์

สนโอนโอนต้านลมหนาว - กลิ่นสาบของปุ๋ยมูลควายคลุ้ง

แนวสนกำบังลม - ความฉลาดของเกษตรกร